บทที่ 4 บทไม่มีชื่อ

"อะไร.." ผมก้มลงถามเสียงเย็น ก็ไอ้ตัวเล็กที่พยายามจะแทะรองเท้าผ้าใบคู่หรูของผม เอ้ย!พยายามยกเท้าผมขึ้นมันดูตัวจ้อยเหลือเกินเหมือนเด็กสิบขวบ เสื้อนักศึกษาสีขาวที่เห็นปุ๊บก็รู้ทันทีว่าเรียนที่เดียวกับผมแน่นอน เขานั่งพับขาออกจากกัน น้ำตาครับ น้ำตาหยดลงบนรองเท้าผม สายตาผมเย็นเยียบหนักกว่าเดิม ทุกคนที่นั่งอยู่คงคล้ายรู้สึกอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยที่มีหิมะปกคลุมอยู่ถึงได้ห่อไหล่ทำท่าหนาวสั่นกันเกือบทุกคน ยกเว้น....

"บอกให้ยกเท้าขึ้นไง ไอ้บ้านี่ มึงเหยียบลูกกูอยู่อะ" ผมนี่ถึงกับผงะ ลูกเหรอวะ ลูกใคร? ทำไมกูไม่รู้สึกวะว่ากำลังเหยียบเด็กอยู่ ผมรีบยกเท้าขึ้นใจนี่วูบไปละครับ หรือผมฆ่าเด็กไปแล้วถึงได้ไม่มีสะ...เสียง!

"........................." ไอ้ตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองผม หน้าขาวๆ เล็กๆ เปื้อนมอมแมมไปด้วยน้ำตาและขี้มูก ครับ อ่านไม่ผิดหรอกขี้มูกจริงๆ ใสๆ ย้อยยืดจนจะเข้าปากมันอยู่ละหน้าตาดูไม่จืดเลยทีเดียว ปากแดงๆ เล็กๆ นั่นเม้มแน่น ดวงตาเรียวคล้ายกวางมีน้ำใสๆไหลลงมาไม่หยุด ชิบ! ตัวเท่าลูกหมาทำไมถึงทำลูกได้แล้วล่ะ

"......................." ก็จะไม่ให้ผมเงียบได้ยังไงล่ะครับใต้ตีนผม เอ้ยใต้เท้าผมที่มันร่ำร้องเรียกลูกๆอยู่น่ะ ตุ๊กตาครับ ใช่แล้วมันคือตุ๊กตา ผมที่ถึงกับหางตากระตุกยังกับเป็นโรคพากินสัน

"ฮึก .. โถลูก....." ยังครับ มันยังรำพัน นึกไม่ออกกันใช่มั๊ยครับว่าตุ๊กตาอะไรตุ๊กตาผ้านี่แหละครับ มันคร่ำครวญว่าผมฆ่าลูกมันตาย นี่ผมดูเหมือนคนรังแกเด็กขนาดนี้เลยเหรอครับ เพียวูบแรกที่สบตามันหัวใจของผมกระตุกเหมือนถูกไฟดูด รู้สึกหายใจไม่ออก ผมเหลียวซ้ายแลขวามองหาเพื่อนที่ยังเดินมาไม่ถึง

"ลูก? ตุ๊กตา? ลูกอะไร ลูกยังไง"ผมยังถามเหมือนคนไม่มีสติ กระทั่งไอ้สองคนนั่นเดินมาถึงที่ผมหยุดยืนอยู่

"เกิดอะไรขึ้นวะ"ไอ้เตถามเสียงลนๆกลัวเพื่อนจะระงับอารมณ์ไม่อยู่ ไอ้พิชญ์เองก็ทำท่าอึ้งๆเหมือนกันเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า พวกมันสองคนละล้าละลังไม่รู้จะช่วยใครก่อนดี

"เด็กนี่ใคร มึงรังแกน้องเขาเหรอ"ไอ้พิชญ์ปากไวกว่าสมองตามเคย ผมตาเขียวเข้าใส่

"ที่ถามนี่คิดก่อนถามแล้วใช่ไหม"ผมถามเสียงเหี้ยม

"เดี๋ยวๆใจเย็นๆทั้งคู่ เลิกเถียงกันก่อนดิวะดูเด็กก่อนไหมมึง มันร้องใหญ่แล้ว"ไอ้เตเข้าห้ามสงครามไร้สาระทันทีเหมือนกัน

"ก็กูเห็นมันทำท่าจะทำร้ายเด็ก"ยังครับ ไอ้พิชญ์ยังจะเถียง

"มึงดูชุดของมันก่อนเหอะแล้วค่อยเรียกมันเด็ก มันก็แค่เตี้ย"ผมเสียงแข็งเข้าใส่ ไอ้เด็กนั่นตาเขียวปั๊ดทันทีที่ได้ยินคำว่าเตี้ย น้ำตาหยดโตๆยังไหลไม่หยุด แต่พอได้มองเห็นใบหน้าเล็กๆนั่นเต็มตาพวกผมถึงกับไปกันไม่เป็น

"เห้ยคิงใจเย็น "ไอ้พิชญ์รีบบอก ส่วนไอ้เตกำลังจะก้มลงดึงน้องมันขึ้นมา แต่ผมแตะมือที่กำลังจะเอื้อมมือไปดึงน้องมันให้หยุดไว้

"กูจับเอง" ผมบอกไอ้เตเสียงเรียบ มองสำรวจคนตัวเล็กเหมือนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่แปดของโลก

"ยกขาดิ๊ ฮึกๆ มึงนี่มันใจร้ายเหยียบลูกกูจนแบนหมดแล้วไอ้เหี้ย " เด็กนั่นด่าไปสะอื้นไปจนฟังเกือบไม่รู้เรื่อง ดูท่าทางอ่อนแอขี้แยครับ บ่อน้ำตาคงจะตื้นเอะอะร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ไอ้เตกับไอ้พิชญ์ชะงักกึกเหมือนจะหายใจไม่เต็มปอด ส่วนผมสูดลมหายใจเข้าเสียงดัง ใบหน้าหล่อๆของผมมองสบตากวางฉ่ำน้ำตาเลอะเทอะเต็มใบหน้า ทำให้ผมอดใจอ่อนไม่ได้ พอพวกเราสามคนมองใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาจริงจังเต็มตาพร้อมกันก็ต้องตกใจจนอดอุทานออกมาไม่ได้

"เหี้ย!!!!! " ครับ คำเดียวแต่ประสานเสียงกันออกมาพร้อมๆกัน ราวกับเจอยมฑูตมาเยี่ยมถึงหน้าบ้าน

"หึหึ.... " เสียงผมหัวเราะในลำคอ

"ชิบละมึง " พิชญ์สบถออกมาด้วยความตกใจ

"ตลกชัดๆ"ไอ้เตพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว สายตาของพวกเราทั้งสามเหม่อลอยด้วยความที่คิดไม่ถึง เพราะเวลาตามหาพวกผมหาเท่าไหร่ก็ไม่ยักเจอ แต่เวลาที่ไม่คิดว่าจะเจอกลับเจอง่ายเสียจนคิดไม่ถึงซะอย่างนั้น

"ฮึก"เสียงพยายามกลั้นสะอื้นดังขึ้นมาให้ผมได้ยิน ผมยกยิ้มก้มลงมานั่งยองๆ เขย่งด้วยปลายเท้า สบตามันตรงๆ มือใหญ่เท่าบ้านเกลี่ยน้ำตาให้ ดูเหมือนจะรุนแรงเพราะมือใหญ่แทบจะบังใบหน้าเล็กๆนั่นมิด ผมเกลี่ยน้ำตาให้อย่างนุ่มนวลแทบไม่อยากจะเชื่อ มืออีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกงดึงผ้าเช็ดหน้าสีเข้มมาซับน้ำมูกให้อีกด้วย

"สั่งสิเดี๋ยวหายใจไม่ออก" ห้วนๆ สั้นๆครับเพราะผมไม่ค่อยพูดมาก ผมบอกให้มันสั่งน้ำมูกลงบนผ้าเช็ดหน้าที่ผมถือรออยู่ ผมมองตาแป๋วแหว๋วของมันอย่างนึกเอ็นดูมันไม่น้อย มือสองข้างของมันยังอุ้มตุ๊กตาที่มันเรียกว่าลูกเอาไว้แนบอกและยังไม่ได้ลุกขึ้นจากพื้น

"เอ้า....." ผมทำหน้านิ่งมองหน้ามันเหมือนจะสั่งด้วยสายตาซ้ำอีกครั้ง มันก็ทำตามคำสั่งนะครับ พรืด พรืด มันสั่งน้ำมูกออกมาแรงๆ ผมจับท้ายทอยมันเอาไว้กดหัวลงมา มืออีกข้างก็บีบจมูกมันแรงๆ เพราะตั้งใจจะเช็ดน้ำมูกออกให้เกลี้ยงเพื่อที่จะดูหน้ามันให้ชัดๆอีกครั้งแบบที่ไม่มอมแมมน้ำตาจนดูไม่ออก

"ไปสตาร์ทรถ กูจะอุ้มน้องออกไป" ผมสั่งสั้นๆ เพื่อนผมสองคนก็เข้าใจ รีบทำตาม พวกมันสองคนรีบเดินออกไปด้านนอกที่จอดรถ ส่วนผมน่ะเหรอ

"เห้ยยยยยยยยยย "มันร้องสุดเสียงจนคนในร้านตกใจ ผมตวัดตัวมันอุ้มท่าเจ้าหญิงช้อนตัวมันขึ้นแล้วยืดตัวเต็มความสูง มันผวาเข้ากอดคอผมทันทีแบบไม่ได้คิดอะไรคงจะกลัวตก ผมยกยิ้มมุมปาก ไม่ได้บอกใครว่าเพราะอะไรผมถึงยิ้มเช่นนั้น มันเองก็คงไม่เข้าใจเหมือนว่าผมยิ้มทำไม วันนี้เรื่องที่ผมอารมณ์เสียก็คงจะคลายลงบ้างเพราะคนในอ้อมแขนนี้แหละครับ ใครจะรู้ล่ะว่าส่วนลึกในใจของผมคิดอะไรอยู่ ต่อให้เพื่อนสนิทของผมสองคนนั้นก็ไม่อาจเดาใจส่วนลึกของผมได้ ผมก้มลงมองใบหน้าเหวอๆของมันด้วยความอิ่มใจ อยากจะหัวเราะให้เต็มเสียง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่เคยได้หัวเราะเต็มเสียงแบบนี้ มันก็แค่นั้นแค่ผมดีใจก็พอแล้วใช่ไหมครับ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป